ดร.ไกรฤกษ์ อบรมสุข ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง









สมมุติฐานของทฤษฎี

ก๊าซประกอบด้วยโมเลกุลที่เคลื่อนตัวอย่างอิสระ
ขนาดของโมเลกุลเล็กมากจนถือว่าไม่มีปริมาตร
ไม่มีแรงกระทำระหว่างโมเลกุล ยกเว้นขณะมีการชน
จากสมมติฐานได้ข้อสรุปเกี่ยวกับพลังงานของก๊าซดังนี้
พลังงานของก๊าซไม่ขึ้นกับระยะห่างระหว่างโมเลกุล
พลังงานรวมเท่ากับผลรวมของพลังงานจลน์ของก๊าซทุกโมเลกุล
โมเลกุลที่มีความเร็วสูงจะมีพลังงานรวมสูงเช่นกัน
ทฤษฎีนี้ใช้สำหรับอธิบายพฤติกรรมต่างๆของก๊าซ เช่น
ความดันของก๊าซภายในภาชนะที่บรรจุ
ความเร็วในการเคลื่อนที่ของโมเลกุลก๊าซ
การกระจายความเร็วของโมเลกุลก๊าซ
การชนกันระหว่างโมเลกุล


ความดันของก๊าซ
การที่โมเลกุลก๊าซจำนวนมากพุ่งเข้าชนผนังอย่างอิสระ
จะก่อให้เกิดความดัน

p = nMc2 / 3V หรือ pV = nMc2 / 3
เมื่อ n คือ จำนวนโมลของก๊าซ,  M คือ มวลโมเลกุล และ
V คือ ปริมาตรของภาชนะ ส่วน c คือ รากที่สองของความเร็วเฉลี่ย
สมการนี้เป็นสมการมูลฐานของทฤษฎีที่ใช้อธิบาย
กฎต่างๆที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของก๊าซ

พลังงานจลน์ของก๊าซ


แต่ละโมเลกุลของก๊าซเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่เท่ากัน
พลังงานจลน์ของแต่ละโมเลกุลจึงไม่เท่ากัน
ค่าพลังงานจลน์เฉลี่ย
(<K.E.>) ต่อหนึ่งโมเลกุล จึงเขียนได้ว่า
<K.E.> = (1/2)mc2
เมื่อ m คือ มวลของหนึ่งโมเลกุล
จาก pV = nMc2/3
= nmNAc2/3  เมื่อ NA คือเลขอาโวกาโดร 
= (2/3)nNA<K.E.>
=  (2/3)n (K.E.)   ซึ่ง  K.E. = NA<K.E.>
เมื่อ K.E. คือ พลังงานจลน์รวมของโมเลกุลทั้งหมด

ความสัมพันธ์ระหว่าง พลังงานจลน์รวม กับ อุณหภูมิ
ได้จากการพิจารณาร่วมกับสมการ
pV = nRT ซึ่งจะได้ว่า
(2/3)n(K.E.) = nRT หรือ K.E. = 3RT/2
ส่วนค่า
พลังงานจลน์เฉลี่ย จะสัมพันธ์กับ อุณหภูมิ ดังนี้

<K.E.> = 3(R/NA)T/2
<K.E.> =  3kT/2    
เมื่อ
  k คือ ค่าคงที่โบลท์มานน์


ข้อสรุป  
“ การเพิ่มอุณหภูมิทำให้พลังงานจลน์เพิ่ม
ดังนั้น
ก๊าซเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงขึ้น
แต่ที่อุณหภูมิสัมบูรณ์
(T=0) โมเลกุลก๊าซหยุดเคลื่อนที่ ”


ความเร็วของโมเลกุลก๊าซ

พิจารณาในเทอมของรากที่สองของความเร็วเฉลี่ย (c หรือ Vrms)
หาได้จากความสัมพันธ์
nMc2/3 = nRT ซึ่งจะได้  
c  =  Vrms =  Ö(3RT/M)

สรุปได้ว่า
“Vrms แปรผันตรงกับรากที่สองของอุณหภูมิและ
แปรผกผันกับรากที่สองของมวลโมเลกุล
”

นั่นคือ

สำหรับก๊าซชนิดเดียวกันที่อุณหภูมิต่างกัน
c1/c2 =
ÖT1/T2 
ใช้ทำนายความเร็วอากาศได้
และก๊าซต่างชนิดกันที่อุณหภูมิเดียวกัน
c1/c2 =
ÖM2/M1
ใช้แยกก๊าซที่มีมวล M ต่างกันออกจากกันได้
ถ้าเพิ่มอุณหภูมิเป็นสองเท่า Vrms ของโมเลกุลก๊าซ
จะ
เพิ่มด้วยแฟกเตอร์ Ö2

ถ้าทำให้อากาศเย็นลงจาก 25oC เหลือ 0oC  
c0 =  (
Ö273/298) c25 = 0.96 c25
ดังนั้นวันที่อากาศเย็น โดยเฉลี่ยแล้ว
โมเลกุลอากาศจะเคลื่อนที่
ช้ากว่า
วันที่อากาศอบอุ่นประมาณ
4%

ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับความหนาแน่นก๊าซ

จาก Vrms = Ö(3RT/M)  และ  pV = (m/M)RT
ได้ว่า
RT/M = pV/m = p/d   
เมื่อ
d คือ ความหนาแน่นก๊าซ
ดังนั้น      c = Vrms = Ö3p/d
ที่ความดันเท่ากัน จึงได้ว่า
c1/c2 = Öd2/d1 
ใช้ทำนายความเร็วก๊าซที่มี d ต่างกัน


การกระจายความเร็วโมเลกุลแบบแมกซ์เวลล์

ในสภาวะปกติโมเลกุลก๊าซมีการชนกันเกือบ
ทุกๆ
1 nanosecond (1 ns = 10-9 s)
ทำให้ความเร็วของก๊าซเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
บางครั้งสูงกว่าหรือบางครั้งต่ำกว่าค่าความเร็วเฉลี่ย
ความเร็วของก๊าซจึงมีการกระจัดกระจาย
การกระจายความเร็วโมเลกุลก๊าซจะเป็นไปตาม
สมการแมกซ์เวลล์ ดังนี้

f คือ สัดส่วนโมเลกุลที่มีค่าความเร็วอยู่ในช่วง
แคบๆช่วงหนึ่งระหว่าง
v กับ v+
Dv ซึ่งสรุปได้ว่า
ที่ v ค่าใดค่าหนึ่งแต่เพิ่ม Dv  f เพิ่ม
ที่ v สูงมากๆ f จะมีค่าน้อย (ดูจากเทอมe-x)
ที่ v เข้าใกล้ศูนย์  f จะมีค่าน้อย (ดูจากเทอม v2e-x)

ดังนั้นสำหรับก๊าซชนิดหนึ่ง ณ อุณหภูมิที่กำหนดค่าหนึ่ง จำนวนโมเลกุลที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากๆและต่ำมากๆจึงมีน้อย โมเลกุลส่วนใหญ่จะมีความเร็วใกล้เคียงกับค่าความเร็วเฉลี่ย

ผลของอุณหภูมิและมวลโมเลกุลที่มีต่อการกระจายความเร็วโมเลกุลของก๊าซ


ก) ผลของอุณหภูมิ

ข) ผลของมวลโมเลกุล

 













ชนิดของความเร็วเฉลี่ย

จากการกระจายความเร็วโมเลกุลแบบแมกซ์เวลล์
เราอาจหาค่าเฉลี่ยของความเร็วได้
3 แบบซึ่งได้ผลลัพธ์ดังนี้
Root mean square speed :  Vrms =  Ö(3RT/M)
Average speed :                 <V>  = 
Ö(8RT/pM)
Most probable speed :         a   =  Ö(2RT/M)

จากการเปรียบเทียบ                   Vrms >  <V> >  a



การชนกันระหว่างโมเลกุล
ตามทฤษฎีจลน์โมเลกุลของก๊าซ เราถือว่าโมเลกุลก๊าซเป็นจุด
การที่จุด
2 จุดจะชนกัน จุดทั้งสองต้องเคลื่อนที่เข้ามาอยู่ภายใน
ระยะเส้นผ่าศูนย์กลางของโมเลกุล (
d) บริเวณพื้นที่ (
s)
ซึ่งเท่ากับ
pd2 เราเรียกว่า  collision cross-section ของโมเลกุล



ตัวอย่างค่า collision cross-section ของก๊าซ

ก๊าซ

s  (nm2)

Ar

0.36

C2H4

0.64

C6H6

0.88

CH4

0.46

Cl2

0.93

CO2

0.52

H2

0.27

He

0.21

N2

0.43

Ne

0.24

O2

0.40

SO2

0.58



การคำนวณเกี่ยวกับการชนระหว่างโมเลกุลเกี่ยวข้องกับพารามิเตอร์ที่สำคัญสองตัว คือ
ระยะอิสระเฉลี่ย
(mean free path, l) และ
ความถี่การชน
(collision frequency, z)
พารามิเตอร์ทั้งสองสัมพันธ์กับรากที่สองของความเร็วเฉลี่ย (c ) ดังนี้  
                      
c  =  lz
ระยะอิสระเฉลี่ย (l) หมายถึง ระยะทางเฉลี่ยที่โมเลกุลของก๊าซ
1 โมเลกุลเคลื่อนที่ระหว่างการชน 2 ครั้งต่อเนื่องกัน
ซึ่งอาจมีค่ามากกว่าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
ของโมเลกุลก๊าซหลายร้อยเท่า


ความถี่การชน (z) หมายถึง จำนวนครั้งเฉลี่ยที่โมเลกุลหนึ่ง
ชนกับโมเลกุลอื่นภายใน
1 วินาที
ดังนั้นค่า
1/z จึงแทนเวลาเฉลี่ยของการชนแต่ละครั้ง
ซึ่งในสภาวะความดันปกติ
(1 atm) และตรงอุณหภูมิห้อง
ค่าเวลาเฉลี่ยนี้อยู่ในราว
1 ns ( 1 nanosecond)


จากรูปแบบการชนที่กล่าวข้างต้น ทั้งระยะอิสระเฉลี่ยและ
ความถี่การชนจะขึ้นกับ
collision cross-section ดังสมการ
l  =  RT /  (Ö2)NAsp  และ 
z  =  (
Ö2)NAscp / RT

ข้อสังเกตจากสมการทั้งสองมีดังนี้
ความดันเพิ่มขึ้น ระยะอิสระเฉลี่ยลดลง
โมเลกุลที่มีค่า s สูง มีระยะอิสระเฉลี่ยสั้น
ความดันเพิ่มขึ้น  ความถี่การชนเพิ่มขึ้น
ถ้า s เท่ากัน โมเลกุลที่หนักมีความถี่การชนน้อยกว่าโมเลกุลที่เบา

ตัวอย่าง
การคำนวณระยะอิสระเฉลี่ยของก๊าซออกซิเจนที่ อุณหภูมิ
25oC และความดัน 1 bar
l  =         (8.3145 J K-1 mol-1)x(298 K)
       Ö2x(6.022x1023 mol-1)x(0.4x10-18 m2)x(1x105 Pa)
    =  7.3x10-8 m  =  73 nm


1