ดร.ไกรฤกษ์ อบรมสุข ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง




หัวข้อบทนี้: สัมประสิทธิ์การแพร่ (Diffusion Coefficient), สัมประสิทธิ์ความหนืด (Viscosity),
ความตึงผิว (Surface Tension) และ ดัชนีหักเห (Refractive Index)


สัมประสิทธิ์การแพร่ (Diffusion Coefficient)

การแพร่
การแพร่ในของเหลวเป็นปรากฏการณ์การส่งผ่านชนิดหนึ่งที่เกิดจาก
การเคลื่อนที่ของโมเลกุลจากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงไปยังบริเวณที่มี
ความเข้มข้นต่ำ ปรากฏการณ์การแพร่เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อของเหลวนั้น
มีเกรเดียนท์ของความเข้มข้น เช่น ในสารละลายที่ยังไม่อยู่ในสภาวะสมดุล
อาจมีบริเวณหนึ่งที่ความเข้มข้นของตัวถูกละลายสูงกว่าบริเวณอื่น
โมเลกุลของตัวถูกละลายจะค่อยๆแพร่กระจายออกไปจนกว่า
จะได้เป็นสารละลายเนื้อเดียวจึงจะหยุดแพร่ซึ่งเป็นสภาวะสมดุล


อัตราการแพร่
อัตราการแพร่
(VD) ขึ้นกับเกรเดียนท์ของความเข้มข้น (dN/dZ)
และ สัมประสิทธิ์การแพร่
(D) ดังนี้

VD  =  D x (dN/dZ)       

โดย N แทน จำนวนโมเลกุลที่เคลื่อนที่ , 
Z  แทน ระยะทางที่โมเลกุลเคลื่อนที่ 
และ
dN/dZ เป็น การเปลี่ยนแปลงจำนวนโมเลกุล
ต่อหนึ่งหน่วยระยะทาง

สูตรนี้ใช้ได้ดีหากเกรเดียนท์มีค่าไม่สูงมากเกินไป
จะเห็นได้ว่า ถ้า
D มีค่ามากโมเลกุลจะแพร่อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างค่า D ที่ 25oC ของโมเลกุลในของเหลวบางชนิด

โมเลกุลในของเหลว

D /10-9m2s-1

O2 ในเตตราคลอโรมีเทน

3.82

Ar ในเตตราคลอโรมีเทน

3.63

H2O ในน้ำ

2.26

CH3OH ในน้ำ

1.58

C12H22O11 (ซูโครส) ในน้ำ

0.522

NH2CH2COOH ในน้ำ

0.673


ข้อสรุป:  

ค่า D ในกรณี H2O ในน้ำเราเรียกว่า self-diffusion coefficient
เนื่องจากเป็นการแพร่ของโมเลกุลตัวทำละลายในตัวทำละลายบริสุทธิ์

ค่า D ใช้ประยุกต์ในการอธิบายการแพร่มลพิษในทะเลสาป
หรือในบรรยากาศได้โดยพิจารณาการแพร่มลพิษในเชิง
การเคลื่อนที่รวมของโมเลกุลทั้งกลุ่มในของไหล
เช่น การแพร่ที่เกิดจากมลพิษถูกลมพัดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
ที่เรียกว่าปรากฎการณ์
convection

โดยทั่วไปการแพร่เป็นกระบวนการที่เกิดช้า
เราอาจเร่งได้ด้วยการคน หรือ ใช้พัดลมช่วยเป่า

ค่า D ขึ้นกับอุณหภูมิ ดังสมการ
D = k e-Ea/RT     
ซึ่ง
k เป็นค่าคงที่  Ea คือ พลังงานกระตุ้น  
ดังนั้นการเพิ่มอุณหภูมิทำให้ค่า
D เพิ่มขึ้น

ค่า D สัมพันธ์กับ random walk ด้วยสมการที่เรียกว่า
Einstein-Smoluchowski Equation:
D  =  l2/2t
ซึ่ง
l  แทน ระยะทางแต่ละก้าวที่โมเลกุลเคลื่อนที่ได้
t
  แทน เวลาที่ใช้สำหรับแต่ละก้าว 
ดังนั้น
1/t จะแทน อัตราการเคลื่อนที่แบบ random walk 

โมเลกุลที่เคลื่อนที่ได้ระยะไกลภายในระยะเวลาสั้น
จะมีค่าสัมประสิทธิ์การแพร่สูง


นักศึกษาลองทำโจทย์ข้อนี้ดูนะ
สัมประสิทธิ์การแพร่ของ
H2O ในน้ำมีค่าเท่ากับ
2.26x10
-9 m2s-1 ที่ 25oC ถามว่าโมเลกุลน้ำต้องใช้เวลา
เดินทางนานเท่าใดจึงจะเคลื่อนที่ได้ระยะ
(ก)
1.0 cm  จากจุดเริ่มต้นในตัวอย่างน้ำขณะนิ่ง (ตอบ 6.1 ชั่วโมง)
(ข)
2.0 cm จากจุดเริ่มต้นในตัวอย่างน้ำขณะนิ่ง (ตอบ 25 ชั่วโมง)
กลับไปข้างบน




สัมประสิทธิ์ความหนืด (Viscosity)

ความหนืด หมายถึง ความต้านทานการไหลของของไหล
เป็นปรากฎการณ์การส่งผ่านโมเมนตัมของโมเลกุลของไหล
จากบริเวณที่มีความเร็วสูงไปยังบริเวณที่มีความเร็วต่ำ
ความหนืดเกิดจากการที่ของไหลมีเกรเดียนท์ของความเร็ว (dv/dZ)  
เราวัดความหนืดในรูปของสัมประสิทธิ์ความหนืด (
h)
ซึ่งมีหน่วยเป็น
poise หรือ centipoise
ปัจจัยที่มีผลต่อความหนืด ได้แก่ แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล
น้ำ
หนักโมเลกุล โครงสร้างโมเลกุล ความดัน อุณหภูมิ สิ่งเจือปน เป็นต้น
ค่าสัมประสิทธิ์ความหนืด
(h) แปรผกผันกับ
ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่
(D) นั่นคือ h  a  1/D
เนื่องจาก D ขึ้นกับอุณหภูมิดังสมการ D = k e-Ea/RT
ดังนั้นผลของอุณหภูมิที่มีต่อสัมประสิทธิ์ความหนืด
จึงเป็นไปตามสมการ
  h = k eEa/RT

ความหนืดจากการไหลแบบลามินาร์
ค่าความหนืดจากการไหลแบบลามินาร์ภายในเวลา t ของ
ของเหลวปริมาตร
V ในท่อทรงกระบอกที่มีรัศมี R ยาว L และ
ปลายทั้งสองด้านของท่อมีความดันต่างกัน
P  จะเป็นไปตาม
สมการปัวเซล กล่าวคือ 
h = pPR4t / 8VL



ในทางปฏิบัติ นิยมหาความหนืดของของเหลว(h1)
โดยอาศัยค่าความหนืด (h2
) และความหนาแน่น (r2)
ของของเหลวมาตรฐาน (น้ำ) แทนลงในสูตร 

h1 / h2 = r1t1 / r2t2 

โดย t เป็น เวลาที่ของเหลวต้องใช้ในการเคลื่อนที่จากขีดบน
ถึงขีดล่างของเครื่องวัดความหนืด
เช่น Ostwald Viscometer เป็นต้น

กลับไปข้างบน





ความตึงผิว (Surface Tension)

ความตึงผิวเกี่ยวข้องกับแรงดึงดูด 2 ชนิด คือ

แรงโคฮีชัน เป็นแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลชนิดเดียวกัน

แรงแอดฮีชัน เป็นแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลต่างชนิดกัน

ถ้าแรงทั้งสองชนิดนี้ไม่เท่ากันจะทำให้เกิด ความตึงผิว (g)
ซึ่งมีหน่วยเป็น นิวตันต่อเมตร

ตัวอย่างการเกิดความตึงผิวของของเหลว เช่น

การเกิดฟองสบู่  

การเกิดหยดน้ำ   

การไหลขึ้นของของเหลวในหลอดแคบ


การหาความตึงผิวด้วยวิธีหลอดคะปิลลารี 

หากใช้หลักการที่ว่า ตรงระดับสูงสุดของของเหลวในหลอด
จะมีแรงดึงขึ้นของของเหลวจากผิวเท่ากับแรงดึงลงเนื่องจาก
แรงโน้มถ่วงของโลก จะได้ว่า
 
g  =  hdgr / 2
เมื่อ
h คือ ความสูง, d คือ ความหนาแน่น,
g
คือ อัตราเร่งโน้มถ่วงของโลก
และ
r คือ รัศมีของหลอด

กลับไปข้างบน



ดัชนีหักเห (Refractive Index)

ค่าดัชนีหักเห (h) เป็นสมบัติจำเพาะอย่างหนึ่งของของเหลว
แสงที่เคลื่อนที่ผ่านตัวกลาง
2 ชนิดที่มีความหนาแน่นต่างกัน
จะเกิดการเปลี่ยนทางเดินของแสง
ซึ่งอาจเกิด การสะท้อนกลับ
(reflection) หรือ การหักเหของแสง (refraction) ก็ได้
ทั้งนี้ขึ้นกับสมการการหักเหที่เราเรียกว่า
กฎของสเนลล์:
h1sin q1 = h2sin q2



ดัชนีหักเหขึ้นกับอุณหภูมิและความยาวคลื่นแสงที่ผ่านตัวกลาง
ปกติจะวัดที่
20oC หรือ 25oC และใช้คลื่นแสง D-line จากหลอด
โซเดียมซึ่งมี
l  = 589.6 mm  เราจึงเขียนสัญลักษณ์เป็น
hD20 หรือ hD25

ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีหักเห (h) กับความหนาแน่น (d )
แสดงได้ด้วยสมการของ Lorenz และ Lorentz ดังนี้

Specific refraction: RS = (h2-1 / h2+2) (1/d)

Molar refraction: RM = (h2-1 / h2+2) (M/d)

เมื่อ d และ M แทน ความหนาแน่น และ มวลโมเลกุล

ค่า RM ขึ้นกับทั้ง ชนิด และ จำนวน ของอะตอมและ
พันธะในโมเลกุล เราจึงอาจใช้เป็นวิธีหนึ่งในการตรวจสอบ
โครงสร้างโมเลกุลของสารได้


เราอาจคำนวณ RM ได้จากผลลัพธ์ของ Atomic refraction
ของแต่ละอะตอมและพันธะ (ดูในตารางข้างล่าง) แล้วเปรียบเทียบ
กับค่าที่วัดได้จากการทดลอง


การวัดค่าดัชนีหักเหของของแข็ง เราต้องนำมาละลายด้วย
ตัวทำละลายก่อนทำการวัดค่าดัชนีหักเห
ค่าที่วัดได้จึงเป็นค่าการหักเหของสารละลาย
(R1,2) ซึ่งคำนวณได้จาก

R1,2 =  x1R1 + x2R2 = (h2-1 / h2+2) (x1M1 + x2M2) /d)

1 แทน solute, 2 แทน solvent, x แทน สัดส่วนโมล

 

ตารางแสดงค่า Atomic Refraction
ของอะตอมและพันธะบางชนิดจาก Sodium D-line

Carbon                                           2.418

Hydrogen                                       1.100

Chlorine                                        5.967

Bromine                                         8.865

Iodine                                           13.900

Double bond                                 1.733

Triple bond                                   2.398

3-membered ring                            0.71

4-membered ring                            0.48

O (in OH group, O-)                    1.525

O (in CO group, O=)                    2.211

O (in ethers, O-)                           1.643

N (primary amine)                       2.322

N (secondary amine)                    2.499

N (tertiary amine)                        2.840



กลับไปข้างบน


1