
เอนทาลปีของการเปลี่ยนแปลงทางเคมี หมายถึง
พลังงานความร้อนที่ปฏิกิริยาเคมีคายออกมาหรือดูดเข้าไป
เช่น DH ของปฏิกิริยา CH2=CH2(g)
+ H2(g) ® CH3CH3(g)
เท่ากับ -137 kJ ที่ 25oC แปลว่า เอนทาลปีของระบบลดลง 137 kJ
เมื่อก๊าซเอธิลีน 1 โมลรวมกับก๊าซไฮโดรเจน 1 โมล
ที่ 25oC
( ถ้าความดันคงที่ จะมีความร้อน 137 kJ คายออกมาจากปฏิกิริยา
)
* ค่า DH ของปฏิกิริยาขึ้นกับ สภาวะหรือสถานะของสารตั้งต้นและ
สารผลิตภัณฑ์ ความดัน และ อุณหภูมิ ดังนั้นเราต้องระบุสภาวะมาตรฐาน
ของสาร (standard state)
สภาวะมาตรฐานของสาร หมายถึง สภาวะของสารบริสุทธิ์ที่ความดัน
1 bar
(105 Pa) ส่วนอุณหภูมิ จะระบุที่อุณหภูมิใดก็ได้แต่ส่วนใหญ่ระบุที่
25oC
เช่น H2 : ก๊าซ, C : กราไฟต์, Br2 : ของเหลว, CaCO3 : ของแข็ง
* การเปลี่ยนแปลงเอนทาลปีที่สภาวะมาตรฐาน
เขียนแทนด้วย DHo เช่น
2H2(g) + O2(g)
® 2H2O(l)
DHo = - 572 kJ
การเผาไหม้ (Combustion)
หมายถึง ปฏิกิริยาระหว่างสารกับO2
เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน กรณีสารตั้งต้นเป็นไฮโดรคาร์บอนจะได้สาร
ผลิตภัณฑ์เป็น CO2(g) กับ H2O(l)
เสมอ เช่น
CH4(g) + 2O2(g)
® CO2(g)
+ 2H2O(l) DHo = - 890 kJ
เอนทาลปีมาตรฐานของการเผาไหม้
(DcomHo
)
เช่น จากตัวอย่างข้างต้น
* ค่า DcomHo
ของสารใช้เป็นดัชนีระบุความเหมาะสมในการนำสารนั้น
ไปใช้เป็นเชื้อเพลิง เช่น ไอโซออกเทน (C8H18
, l) มีค่า DcomHo
= - 5471
kJ mol-1 ซึ่งเมื่อเทียบกับก๊าซมีเทน (CH4
, g) เห็นได้ว่า ไอโซออกเทน
ให้ความร้อนต่อโมลสูงกว่ามีเทน ดังนั้น C8H18 น่าจะใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ดีกว่า
CH4
ระบุในรูปของ เอนทาลปีจำเพาะ (specific
enthalpy)
Specific enthalpy = DcomHo
/ M.W.
มีหน่วยเป็น kJ g-1 และกำหนดค่าเป็นบวกเสมอ
จึงไม่จำเป็นต้อง
ใส่เครื่องหมาย เช่น
|
เชื้อเพลิง |
Specific
enthalpy (kJ g-1) |
|
CH4(g) |
55 |
|
C8H18(l) |
48 |
|
H2(g) |
142 |
หมายความว่าการเผาไหม้ก๊าซมีเทนจะให้ความร้อนต่อกรัมสูงกว่าไอโซออกเทน
ดังนั้น ก๊าซมีเทนจึงเหมาะที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ดีกว่าไอโซออกเทน
กลับไปข้างบน
* ประโยชน์ของกฎของเฮสส์ : เราใช้หาเอนทาลปีของ unknown reaction
โดยอาศัยค่า DHo ของ known reaction
C3H6(g)
+ H2(g) ® C3H8(g)
DHo = - 124 kJ
C3H8(g)
+ 5O2(g) ® 3CO2(g) + 4H2O(l) DHo = - 2220 kJ
จงคำนวณ DcomHo
ของก๊าซโพรพีน
C3H6(g)
+ 9/2 O2(g) ® 3CO2(g) + 3H2O(l) DHo = ?
จากที่กำหนดให้
C3H6(g)
+ H2(g) ® C3H8(g)
DHo = - 124 kJ.
..(1)
C3H8(g)
+ 5O2(g) ® 3CO2(g) + 4H2O(l) DHo = - 2220 kJ.....(2)
H2O(l) ® H2(g)
+ ½ O2(g) DHo = + 286 kJ
...(3)*
( หมายเหตุ : สมการ (3) เป็นสมการที่เราต้องทราบมาก่อน
)
นำสมการ (1), (2) และ (3) มารวมกันตามกฎของเฮสส์
จะได้ว่า
C3H6(g)
+ 9/2 O2(g) ® 3CO2(g) + 3H2O(l)
DHo = (-124 kJ) + (-2220 kJ) + (+286 kJ) =
- 2058 kJ
ดังนั้น DcomHo(C3H6
, g) = - 2058 kJ mol-1
ตอบ
เอนทาลปีมาตรฐานของการเกิด
(DfHo)
ในทางทฤษฎี เราถือว่าปฏิกิริยาเคมีใดๆเกิดจาก
2 ขั้นตอน คือ (1)
การสลายสาร(ตั้งต้น)เป็นธาตุ และ (2) การรวมธาตุเป็นสาร(ผลิตภัณฑ์)
แต่ (1) เป็นขบวนการย้อนกลับของ (2) ดังนั้นความร้อนของปฏิกิริยาใดๆ
เราสามารถเขียนแทนได้ด้วยค่าเอนทาลปีของการเกิดสารจากธาตุ
และเพื่อให้เป็นสากล จึงมีการกำหนดค่ามาตรฐานที่เรียกว่า
เอนทาลปีมาตรฐานของการเกิด (DfHo)
ดังนี้
DfHo
ของสาร คือ เอนทาลปีมาตรฐานของการเกิดสารนั้น 1 โมลจากธาตุ
ในสภาวะที่เสถียรที่สุดในธรรมชาติ
เช่น ที่ 25oC,
H2(g) + ½ O2(g) ® H2O(l) DHo = - 286 kJ
และที่ 25oC, C(s, graphite) + 2S(s, rhombic)
® CS2(l) DHo = + 90 kJ
เห็นได้ว่าทั้งสารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์ต่างก็อยู่ในสภาวะที่เสถียรที่สุด
ในธรรมชาติและปฏิกิริยาทั้งสองนี้เป็นปฏิกิริยาการเกิด H2O(
l) 1 โมลและ CS2(
l)
1 โมล ตามลำดับ ดังนั้นจะได้ว่า
DfHo (H2O, l) =
- 286 kJ mol-1
DfHo (CS2, l) =
+ 90 kJ mol-1
ข้อสังเกต เมื่อทราบ DHo ของปฏิกิริยาการเกิดสารใด
เราสามารถเปลี่ยนเป็น
DfHo ได้โดยการหาร DHo ด้วยจำนวนโมลของสารที่เกิด
(กรณีตัวอย่างทั้งสอง ตัวหารเป็น 1)
![]()
เช่น C(s, graphite), Cl2(g), Cu(s), O2(g) เป็นต้น
*สารใดมีค่า
DfHo เป็นลบ เรียกว่า exothermic
compound
*สารใดมีค่า
DfHo เป็นบวก เรียกว่า endothermic
compound
กลับไปข้างบน
เอนทาลปีมาตรฐานของปฏิกิริยา
(DrHo
)
สำหรับปฏิกิริยาใดๆ หา DrHo ได้จาก
DrHo
= å n DfHo(product) - å n DfHo(reactant)
เมื่อ n เป็น เลข stoichiometry ในสมการเคมี
DrHo = DfHo(H2O2,l) + 4DfHo(N2,g) - {
2DfHo(HN3,l)
+ 2DfHo(NO,g) }
= - 896.3 kJ
mol-1
การเปลี่ยนแปลงเอนทาลปีกับอุณหภูมิ
การคำนวณเอนทาลปีของปฏิกิริยาที่อุณหภูมิต่างกันให้คำนวณจากผลต่าง
ของโมลาร์เอนทาลปื (Hmo)
ของสารตั้งต้นกับสารผลิตภัณฑ์ ซึ่งเมื่อเพิ่ม
อุณหภูมิ ค่า Hmo ของสารทุกตัวก็เพิ่มขึ้นด้วยตามสมการ
DH = Cp,m DT
โดยทั่วไป มักคำนวณเอนทาลปีที่อุณหภูมิต่างจากค่าเอนทาลปีมาตรฐานคือ
ที่ 25oC ซึ่งเราทราบค่าโดยหาได้จาก DfHo
ดังกล่าวแล้ว
ที่
T1: DrHo
= 2Hmo(H2O,l) { 2Hmo(H2,g)
+ Hmo(O2,g) }
ที่ T2:
DrHo = 2Hmo(H2O,l)
{ 2Hmo(H2,g) + Hmo(O2,g)
}
โดย Hmo(H2O,l)
= Hmo(H2O,l)
+ Cp,m(H2O,l) DT
กรณี H2 และ O2
ก็คิดแบบเดียวกัน สุดท้ายจะได้ว่า
DrHo = DrHo
+ DrCp
DT ซึ่ง
DrCp =
2Cp,m(H2O,l) { 2Cp,m(H2,g)
+ Cp,m(O2,g) }
DrCp = å n Cp,m (product) - å n Cp,m(reactant)
1) การใช้กฎของ
Kirchhoff จะถือว่าค่า Cp คงที่
จึงใช้ได้เฉพาะ
ในช่วงอุณหภูมิที่แคบ (ไม่ควรเกิน
100 K )
2) ค่า DrHo ไม่ค่อยเปลี่ยนตามอุณหภูมิ เนื่องจากผลต่างระหว่าง
Cp ของสารตั้งต้นกับสารผลิตภัณฑ์มีค่าน้อย
จึงอาจอนุโลมได้
"เอนทาลปีมาตรฐานของปฏิกิริยาไม่ขึ้นกับอุณหภูมิ "
ตัวอย่าง
DfHo
ของ H2O(g) ที่ 25oC = - 241.82 kJ mol-1
ให้คำนวณหา
DfHo
ของ H2O(g) ที่ 100oC
วิธีทำ
H2(g) + ½ O2(g) ® H2O(g)
DrCp = Cp,m(H2O,g)
{ Cp,m(H2,g) + ½ Cp,m(O2,g)
}
= - 9.95 J K-1
mol-1
DrHo = DrHo
+ DrCp
DT
= - 241.82 kJ mol-1 + ( -9.95 x 10-3
kJ K-1 mol-1)(75 K)
= - 242.57
kJ mol-1
กลับไปข้างบน
ของแถมตัวอย่างเรื่องเอนทาลปีที่เนื้อหาไม่ได้อยู่ในบทนี้
![]()
ตัวอย่าง1 ต้มเอทานอลให้เดือดที่ความดัน
1 atm โดยผ่านกระแสไฟฟ้าขนาด
0.682 A จากขดลวดความร้อน 12 V นาน
500 วินาที พบว่าปริมาณเอทานอลที่
ระเหยเท่ากับ 4.33 กรัม จงหาเอนทาลปีของการระเหยที่จุดเดือดของเอทานอล
วิธีทำ 1 A V s
= 1 J, M.W.(C2H5OH)
= 46.07 g mol-1
q = Int = (0.682 A)x(12 V)x(500 s) =
4090 J =
4.09 kJ
นั่นคือ DH = + 4.09 kJ สำหรับการระเหยเอทานอล
4.33 กรัม
n(C2H5OH) =
4.33 g / 46.07 g mol-1
= 0.094 mol
DvapH =
DH / n =
4.09 kJ / 0.094 mol = + 43.5 kJ mol-1
ตอบ
ตัวอย่าง2 เอนทาลปีของการระเหิดของแมกนีเซียมที่
25oC เท่ากับ
+148 kJ mol-1 ถามว่าต้องใช้ความร้อนปริมาณเท่าใดเพื่อเปลี่ยน
ลวดแมกนีเซียม 1 กรัมให้เป็นก๊าซ Mg2+(g)
วิธีทำ ปฏิกิริยารวม
คือ Mg(s) ® Mg2+(g) +
2e-(g)
เราอาจเขียนการเกิดปฏิกิริยาเป็นขั้นตอนดังนี้ DH / kJ
Sublimation: Mg(s)
® Mg(g)
+ 148
First ionization: Mg(g) ® Mg+(g) +
e-(g)
+ 738
Second ionization: Mg+(g) ® Mg2+(g)
+ e-(g) + 1451
q = (1 g / 24.31
g mol-1)x(2337 kJ mol-1 = + 96.1 kJ ตอบ
กลับไปข้างบน