ดร.ไกรฤกษ์ อบรมสุข ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


สมดุลเคมี กับ พลังงานกิบบส์






นิยามค่าคงที่สมดุล (K)

ก่อนที่จะกล่าวถึงความหมายของค่าคงที่สมดุล เราจะนิยามค่า
reaction quotient (Q) สำหรับปฏิกิริยาเคมีทั่วไปก่อน
ดังนี้
aA  +  bB   ®  cC  +  dD
    
Q  =  aCcaDd / aAaaBb   

ส่วนปฏิกิริยาที่สมดุล เราจะนิยามค่าคงที่สมดุล (K) ได้ว่า
aA  +  bB    =    cC  +  dD     
     
K  =  Qeq  =  (aCcaDd / aAaaBb)eq
ค่า aJ เรียกว่า แอกติวิตีของสาร J

สำหรับก๊าซอุดมคติ :  aJ  =  PJ / Po
สำหรับของเหลวและของแข็ง :  aJ   =  1
สำหรับตัวถูกละลายที่ความเข้มข้นต่ำๆ :  aJ  =  [J] / (1 mol dm-3)
ซึ่ง [J] แทน ความเข้มข้นในหน่วยโมลาร์ของสาร J  
เช่น 
H2(g) + I2(s)  ® 2HI(g)           
Q  =  (PHI / Po)2 / (PH2 / Po) =  PHI2 / PH2Po
ที่สมดุล  H2(g) + I2(s)   =   2HI(g)        
K  =  Qeq  =   (PHI2 / PH2Po)eq

หมายเหตุ  หากศึกษารายละเอียด จะพบว่าค่าแอกติวิตีของสารขึ้นกับ
แรงกระทำระหว่างสาร เช่น ในกรณีก๊าซจริง ขึ้นกับแรงกระทำระหว่าง
โมเลกุลของก๊าซ ในกรณีสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ขึ้นกับแรงกระทำ
ระหว่าง
อิออน เป็นต้น

K   >>  1 (มากกว่า 103) : ที่สมดุลมีสารผลิตภัณฑ์มากกว่าสารตั้งต้น
K   <<  1 (น้อยกว่า 10-3) : ที่สมดุลมีสารตั้งต้นมากกว่าสารผลิตภัณฑ์
K    »    1 : ที่สมดุลมีสารตั้งต้นกับสารผลิตภัณฑ์ปริมาณพอๆกัน


สมดุลของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ
นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีแล้ว ค่าคงที่สมดุล (K) ยังประยุกต์ใช้กับ
การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพด้วย เช่น การกลายเป็นไอของน้ำซึ่งเป็นสภาวะ
ที่ความดันไอของไอน้ำสมดุลอยู่กับของความดันไอของของเหลวที่อุณหภูมิคงที่

H2O(l)  =  H2O(g)
       
K  =  a(H2O, g) / a(H2O, l)  =  p(H2O) / po
ดังนั้น      p(H2O)  =  Kpo  นั่นคือ ค่าคงที่สมดุล ก็คือ ความดันไอของน้ำ นั่นเอง
เช่น ที่
25oC  p(H2O) = 0.032  bar แปลว่า  K = 0.032 ที่ 25oC 

  ค่า DrG ใน reaction mixture
สำหรับปฏิกิริยาทั่วไปที่อุณหภูมิ T :   aA + bB  ®  cC + dD
จะได้ว่า
DrG  =  DrGo + RT ln Q

ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างค่าพลังงานกิบบส์ที่สภาวะสัดส่วนคงที่ของ
องค์ประกอบของปฏิกิริยา
(DrG) กับค่าพลังงานกิบบส์มาตรฐานของปฏิกิริยา
(DrGo) ซึ่งจะเห็นได้ว่าสัมพันธ์กับค่า reaction quotient (Q) ด้วย

โดยทั่วไปแล้ว ความสัมพันธ์นี้ใช้ได้กับปฏิกิริยาทุกชนิด ซึ่งความแตกต่าง
ของรูปสมการเฉพาะสำหรับแต่ละปฏิกิริยาจะขึ้นกับค่า
Q เท่านั้น และจะเปลี่ยน
ไปตามธรรมชาติของปฏิกิริยา

ตรงสภาวะสมดุลของปฏิกิริยาเคมี
สำหรับปฏิกิริยาสมดุล    aA + bB  =  cC + dD 
เนื่องจากที่สมดุล DrG = 0 และ Q = K
ดังนั้น  
 0 = DrGo + RT ln K
นั่นคือ          DrGo  =  - RT ln K
ประโยชน์ของสมการข้างต้น :
ใช้หาค่า K โดยอาศัยข้อมูลทางเทอร์โมไดนามิกส์
ใช้หา DrGo เมื่อทราบ K จากการทดลอง

ตัวอย่าง  จงหาค่า K ของปฏิกิริยา  H2(g) + I2(s)  =  2HI(g)  ที่ 25oC
วิธีทำ    DrGo  =  2 DfGo(HI, g)  =  2 (1.70 kJ mol-1 )  =  + 3.4  kJ mol-1
                   ln K  =  - DrGo / RT
                             =  - 3.4 x 103 J mol-1 / (8.314 JK-1mol-1 ) (298 K)  =  - 1.37
                       K   =  e-1.37  =  0.25              ตอบ

ตัวอย่าง  คำนวณ DrG ของปฏิกิริยา  N2(g) + 3H2(g)  ® 2NH3(g) ที่ 25oC
เมื่อความดันย่อยของ N2, H2 และ NH3 เท่ากับ 0.20, 0.42 และ 0.61 bar ตามลำดับ
พร้อมกับทำนายทิศทางของการเกิดปฏิกิริยา

วิธีทำ  ใช้   DrG  = DrGo + RT ln Q
DrGo = 2 DfGo(NH3, g)  = 2(-16.45)  =  - 32.9  kJ mol-1
       Q = (0.61)2 / (0.20)(0.42)3  =  29.07
DrG   = - 32.9 kJ mol-1 + (8.314 JK-1mol-1 )(298 K) ln 29.07
            = - 32.9 + (8.314x10-3 kJK-1mol-1)(298 K)x3.37 = - 24.6 kJ mol-1
* ค่า DrG เป็นลบ แสดงว่า ปฏิกิริยาเกิดในทิศทางไปข้างหน้า (เกิด NH3)

ข้อสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างค่าคงที่สมดุล K กับ  DrGo

จาก   DrGo  =  -RT ln K

ถ้า DrGo เป็นลบ แสดงว่า K  > 1 :
หมายความว่า ที่สมดุลมีสารผลิตภัณฑ์มากกว่าสารตั้งต้น นั่นคือ
มีความเป็นไปได้สูงทางเทอร์โมไดนามิกส์สำหรับการเกิดสารผลิตภัณฑ์

ถ้า DrGo เป็นบวกแสดงว่า K < 1:
หมายความว่า ที่สมดุลมีสารตั้งต้นมากกว่าสารผลิตภัณฑ์ เรียกได้ว่า
เป็นไปได้ยากทางเทอร์โมไดนามิกส์ที่จะทำให้ปฏิกิริยาดำเนินไปข้างหน้า

หมายเหตุ  สภาวะสมดุลที่มีปริมาณสารผลิตภัณฑ์มากอย่างมีนัยสำคัญ
ต้องเป็นสภาวะที่
K >> 1 ( มากกว่า 103 )

กลับไปข้างบน


 

ผลของอุณหภูมิที่มีต่อค่าคงที่สมดุล

จาก  DrGo  =  DrHo - TDrSo      และ     ln K  =  -DrGo / RT
ที่อุณหภูมิ T  และ T’  ได้ว่า
ln K  =  -DrHo/ RT + DrSo/ R    และ     ln K’ =  -DrHo/ RT’ + DrSo/ R
นำมาลบกันแล้วจัดเทอมใหม่ จะได ้

ln K’  =  ln K + (DrHo/ R)( 1 / T – 1 / T’ )
สมการนี้เรียกว่า  van’t Hoff equation

ถ้า T’ > T และ DrHo เป็นบวก (endothermic) Þ K’ > K
ถ้า T’ > T และ DrHo เป็นลบ (exothermic) Þ K’ < K

สรุปได้ว่า

ค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาดูดความร้อนมีค่ามากขึ้นเมื่อเพิ่มอุณหภูมิ
ค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาคายความร้อนมีค่าลดลงเมื่อเพิ่มอุณหภูมิ

ผลของความดันที่มีต่อค่าคงที่สมดุล
เนื่องจากค่า K ขึ้นกับ DrGo ซึ่งเป็นพลังงานกิบบส์ตรงสภาวะมาตรฐาน
ที่กำหนดไว้ ณ ความดัน
1 bar ดังนั้นค่า
DrGo ไม่เปลี่ยนแปลง
แม้ความดันของปฏิกิริยาเปลี่ยนไป จึงสรุปได้ว่า ค่าคงที่สมดุลไม่ขึ้นกับความดัน

ข้อควรระวัง  
เราทราบแล้วว่าค่า
K ขึ้นกับความดันย่อย(กรณีก๊าซและของเหลว)
และความเข้มข้น(กรณีสารละลาย)ของสารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์
การที่ค่า
K ไม่ขึ้นกับความดัน ไม่ได้แปลว่า ความดันย่อย
หรือความเข้มข้นไม่ขึ้นกับความดันด้วย


เมื่อความดันของปฏิกิริยาเปลี่ยน ความดันย่อยหรือความเข้มข้น
ของสารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์จะปรับเปลี่ยนสัดส่วนที่สมดุลจนกระทั่ง
ได้ค่าคงที่สมดุลค่าเดิม สำหรับปฏิกิริยาในวัฏภาคก๊าซสรุปได้ว่าเมื่อระบบ
สมดุลถูกบีบอัด สัดส่วนขององค์ประกอบที่เป็นก๊าซจะถูกปรับเปลี่ยนไป
ในทิศทางที่ทำให้จำนวนโมเลกุลในวัฏภาคก๊าซ ลดลง
เช่น

ปฏิกิริยา  H2(g) + I2(s)  =  2HI(g)
ซึ่งเห็นได้ว่าที่สมดุลมีก๊าซ
HI 2 โมเลกุลที่เกิดจากก๊าซ H2 1 โมเลกุล
การเพิ่มความดัน(บีบอัด)จะมีผลทำให้เพิ่มการสลาย
HI กลายเป็น H2
(กับ
I2) เพื่อลดจำนวนโมเลกุลของ HI

พิจารณา  N2(g) + 3H2(g)  =  2NH3(g) 
กรณีนี้จากก๊าซเริ่มต้นจำนวน
4 โมเลกุล (N2 1 โมเลกุล + H2 3 โมเลกุล)
ให้ก๊าซอัมโมเนียเพียง
2 โมเลกุล การเพิ่มความดันจะทำให้ปฏิกิริยาเปลี่ยน
ไปในทางที่ลดจำนวนโมเลกุลของก๊าซเริ่มต้น
นั่นคือ จะทำให้ได้ก๊าซอัมโมเนียเพิ่มขึ้น



กรณีศึกษา : ขบวนการผลิตก๊าซอัมโมเนียในอุตสาหกรรม
* ขบวนการผลิตเรียกว่า: Haber process ค้นพบโดย Fritz Haber
* ปฏิกิริยา:          N2(g) + 3H2(g)  =  2NH3(g)
* ข้อเท็จจริง:
1)      ปฏิกิริยาเป็นแบบคายความร้อน (exothermic)
2)      ค่าคงที่สมดุล (K) น้อยกว่า 1 ที่อุณหภูมิประมาณ 200oC
3)      ปฏิกิริยาเกิดได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 750oC
4)      ปฏิกิริยาเกิดช้ามากที่อุณหภูมิต่ำแม้ว่าจะมีตัวเร่งปฏิกิริยาอยู่ด้วย
5)      จากปฏิกิริยา เกิดก๊าซอัมโมเนีย 2 โมเลกุลจากก๊าซตั้งต้น 4 โมเลกุล
* เป้าหมาย:
     ทำอย่างไรจึงจะผลิตก๊าซอัมโมเนียได้ปริมาณสูงสุดด้วยขบวนการ
     ผลิตที่มีประสิทธิภาพ
* การวิเคราะห์ข้อเท็จจริง:
1)   เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน การเพิ่มอุณหภูมิ จะทำให้ K ลด
     ลง (ได้อัมโมเนียน้อย)  ถ้าลดอุณหภูมิจะทำให้ K เพิ่มขึ้น แต่ปฏิกิริยา
     เกิดช้า (เปลืองค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน)
2)   จากข้อเท็จจริงข้อ 5)การเพิ่มความดันจะทำให้ปฏิกิริยาเกิดในทิศทาง
ที่ทำให้เกิดก๊าซอัมโมเนียเพิ่มขึ้น


* สรุปแนวทางการผลิต (Haber process):
ใช้อุณหภูมิสูงปานกลาง (แม้ทำให้ K ต่ำ) แต่ต้องผลิตที่ความดันสูง


กลับไปข้างบน



1